sewing

พยายามไปมองหาซีรีย์เรื่องใหม่ๆ มาดู ก็มาสะดุดอยู่ที่ Running Man รายการวาไรตี้เกาหลีที่มาแทน family outing 2 ซึ่งเป็นรายการหนึ่งที่เคยชอบดู ตอนนี้ก็เลยไล่ดูตั้งแต่ตอนแรกที่ออกอากาศไปเมื่อเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว (2010)  แรกๆ ก็สนุก พอหลังๆ สงสัยจะชินกับมุขของรายการก็เลยงั้นๆ

Laughing

หลังจากเพื่อนดิวมากระทุ้งเรื่องของสำหรับออกบูธ แถมส่งตัวอย่างงานมาให้ดู ตอนนี้ก็เริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่เต็มที่ แถมเพื่อนหมอดูยังมาปรึกษาเรื่องกระเป๋าอู๊ค เข้าให้อีก  บอกว่าเอาสวยๆ ถูกๆ ตอนนี้ก็เลยกุมขมับ ผ้าสวย เนื้อดีๆ มันก็มีราคาอยู่นะ แล้วอุปกรณ์ประกอบต่างๆ อีกล่ะ  จำใจทดลองขึ้นแบบไปแล้ว แต่ยังขาดอุปกรณ์บางส่วนอยู่ เสร็จแล้วจะมาเล่าสู่กันฟัง

Cool

 จากตัวอย่างที่เพื่อนดิวส่งมา ฉันก็เริ่มแปลงมันเสียใหม่ ให้เป็นแบบของตัวเอง ครั้งนี้ทดลองใช้วิธีแอพพลิเคด้วยจักร  ส่งรูปให้ดู เพื่อนบอกว่า ให้ทำแบบอาร์ตๆ หน่อย อย่ามาทำเรียบร้อย แล้วก็ตบท้ายว่าเล็กๆ ขนาดนี้ทำไปได้ไงล่ะเนี่ย อืม... ฉันคงบ้าไปแล้ว 

Cry

 จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่ามีงานควิลต์รุ่นเก่าที่เรียกว่า แอนทีค ควิลต์ (Antique quilt) หลายชิ้นใช้เทคนิคแอพลิเคด้วยจักร

การใช้จักรเป็นวิธีการที่พัฒนาขึ้นในราวศตวรรษที่ 20 เพื่อช่วยลดเวลาของการทำงานแอพลิเคด้วยมือ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าผลงานและคุณค่าที่ได้รับก็จะแตกต่างกัน แต่เดิมนิยมใช้กับชิ้นงานที่ต้องการความทนทาน หรือจำเป็นต้องซักบ่อยๆ เช่น ผ้าห่มเด็ก (baby quilt) 

ช่างควิลท์จำนวนมากนิยมใช้ฝีเข็มแบบปักทึบ (Satin Stitch)  เย็บที่ริมผ้าไปตามแนวรูปทรงของชิ้นงาน แต่ก็มีบางคนที่ใช้ฝีเข็มแบบตรง ( Stright stitch) เย็บ โดยปล่อยริมผ้าไว้ให้ลุ่ยอย่างนั้น วิธีแบบนี้นิยมใช้กันมากในงานควิลต์แบบร่วมสมัย หรือในงานแบบอาร์ตควิลต์

การใช้จักรเริ่มเป็นที่นิยมมากเมื่อมีการพัฒนาฝีเข็มแบบซิกแซก (Zigzag) ขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าริมผ้าที่ติดลงไปจะได้รับการป้องกันที่ดี ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาแผ่นใยกาว หรือ Fusible webbing ที่มีน้ำหนักเบา ก็ยิ่งทำให้งานแอพลิเคเป็นเรื่องง่าย เพราะชิ้นงานติดอยู่กับที่ตามต้องการโดยไม่ต้องพึ่งพาเข็มหมุด แผ่นใยกาวนี้มีคุณสมบัติการยึดเกาะที่ดี จึงเหมาะใช้กับชิ้นงานที่แขวนบนผนัง  (Wall Hanging) หรือปลอกเบาะรอง (Cushion) แต่ในงานควิลต์เราก็ยังต้องใช้เข็มหมุด การเนาห่างๆ หรือใช้สเปรย์กาว เพื่อยึดชิ้นงานไว้ชั่วคราว

นอกจากการใช้ฝีเข็มปักทึบ และซิกแซกแล้ว ก็ยังมีฝีเข็มทางเลือกอื่นๆ ที่ใช้กันลุ่ยริมผ้า เช่น การเย็บริมผ้าห่ม (Blanket stitch) การปักรังดุม ( button Stitch)  ซึ่งฝีเข็มเหล่านี้ใช้งานได้ดีพอๆ กับการสอยซ่อนด้ายด้วยมือ สำหรับในปัจจุบันจักรเย็บผ้าส่วนใหญ่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และมีลายปักให้เลือกมากมายที่สามารถนำมาใช้ในการแอพพลิเคด้วยจักรได้ดี อืม...เข้าใจแล้วว่า ทำไมจักรถึงมีลายให้เลือกมากมาย

 Money mouth

ในการแอพพลิเคด้วยจักรมีขั้นตอนการทำงานแบบเดียวกับการใช้มือเย็บ คือ ตัดผ้าเป็นรูปทรงตามที่กำหนดขึ้น โดยเผื่อตะเข็บไว้โดยรอบ 1 ส่วน 16 นิ้ว น่าจะสักประมาณ 3 มม. ได้มั้ง อันนี้เป็นแบบอเมริกัน ส่วนแบบญี่ปุ่นก็อย่างที่เราทราบๆ กันอยู่

วิธีทำให้ผ้าได้รูปทรงตามต้องการก็มีหลายวิธีด้วยกัน คงไม่ต้องสาธยายนะคะ โดยการทำเป็นเส้นตรงล่ะก็ง่ายที่สุด ส่วนการทำเส้นโค้งก็มีวิธีหลายอย่าง ที่นิยมคือการตัดผ้าเฉียง ขอใช้คำนี้ เพราะ คำว่า “ผ้าเฉลียง” เปิดดูในพจนานุกรมแล้วไม่มี

ส่วนการทำรูปทรงอื่นๆ ก็มีตัวช่วยหลายแบบ เช่น ใช้พลาสติกทนความร้อน (heat resistant Plastic) กระดาษฟรีเซอร์ (freezer paper) ทำเป็นแบบ เอาผ้ามาห่อ รีดเก็บริมผ้าไว้ด้านล่าง เมื่อนำมาเย็บติดก็เอาแบบที่ใส่ไว้ออก อันนี้ทำเป็นกันทุกคน

อีกวิธีคือ ลอกแบบบนผ้าที่จะติด (Background) และก็ลอกแบบบนผ้าที่จะตัดเป็นรูปทรง เผื่อตะเข็บไว้ด้วย นำมาติดแล้วสอยไปตามแนวเส้น (ดูตัวอย่างจากบทความที่ผ่านๆ มา) 

การทำงานทั้งหมดนี้ถ้าจะให้ได้ผลดีก็ต้องใช้เวลาฝึกฝน

Smile

การแอพลิเคด้วยจักร เขาก็มีเทคนิคเฉพาะหลายอย่าง ซึ่งฉันก็กำลังพยายามเรียนรู้และทดลองอยู่  เช่น การเริ่มเย็บควรเริ่มต้นตรงลายที่เป็นแนวค่อนข้างตรง หรือถ้าเป็นแนวโค้งก็ควรเป็นแนวโค้งที่กว้างๆ หน่อย เหมือนการขับรถบนถูเขาล่ะค่ะ ถ้าโค้งหักศอกก็ต้องใช้ความระมัดระวังมากหน่อย คอยยกตีนผีขึ้น ส่วนเข็มให้ปักค้างไว้ แล้วก็จัดทิศทางการเย็บ เพื่อประคองฝีเข็มให้ไปตามรูปทรงของแบบ ถ้าเป็นฝีเข็มแบบปักทึบ แนวของเส้นลายจะต้องอยู่กึ่งกลางของฝีเข็ม แต่เป็นเส้นโค้งแนวเข็มก็ต้องอยู่ด้านนอกเส้นโค้ง ห่างจากแนวเส้นนิดหน่อย เวลาเริ่มต้นก็ให้เริ่มจากด้านในออกไปด้านนอก เป็นต้น

ต่อไปนี้เป็นเกร็ดที่พยายามรวบรวมมาจากที่ต่างๆ และจากการทดลองส่วนตัว

 
***********************
โปรดใช้วิจารญาณในการอ่าน
********************

 1. ชิ้นงานที่ต้องการความเรียบ ให้ใช้กระดาษที่คงรูปและมีน้ำหนักเบา หรือ freeze paper หรือกระดาษที่ใช้ในงานปักผ้า วางไว้ด้านล่าง อันนี้ใช้กระดาษ a4 ประมาณสัก 70 แกรมก็ได้ แต่เวลาเย็บจะมีเสียงปุ ปุ นิดหน่อย แต่ใช้ได้ดี 

2.ใช้เข็มจักร เบอร์ 60 และเปลี่ยนบ่อยๆ เพื่อป้องกันเข็มงอใช้งานไม่ได้

3.ใช้ด้ายที่บางแต่แข็งแรง เช่น ด้ายปักจักรที่ทำจากฝ้าย

4. สามารถใช้ด้ายไนลอน หรือที่ชอบเรียกว่า "ด้ายล่องหน "ที่ชิ้นงานด้านบนได้ ส่วนด้ายล่าง หรือด้ายกระสวยให้ใช้ด้ายฝ้าย โดยในการทำงานก็ให้ปรับความตึงหย่อนของด้ายตามความจำเป็น

5.ใช้เข็มหมุดที่บางและคม เข็มหมุดแบบช่างเสื้อก็ใช้ได้ดี ไม่ต้องหาให้ยุ่งยาก

6. ทดสอบฝีเข็มก่อนเย็บเสมอ เพราะจักรแต่ละยี่ห้อจะให้ฝีเข็มต่างกัน

7.ใช้ตีนผีแอพพลิเคหรือตีนผีสำหรับปักผ้าโดยเฉพาะ เพราะจะช่วยให้เรามองเห็นแนวเส้นแบบได้ตลอดการทำงาน และตีนผีบางแบบก็ใช้กับฝีเข็มซิกแซกไม่ได้

8.ดึงด้ายล่างขึ้นด้านบนก่อนเริ่มทำงาน และเย็บย้ำ 2-3 ครั้งที่ตำแหน่งฝีเข็ม 0 เพื่อป้องกันด้ายหลุด และทำซ้ำเมื่อจบการเย็บ

9.เย็บด้วยด้ายสีเดียวกันตลอดชิ้นงาน ถ้าจะเปลี่ยนสีด้ายก็ต้องเปลี่ยนสีด้ายที่กระสวยด้วย (อันนี้ยกเว้นงานที่ตั้งใจให้สีต่างกัน เช่นงานอาร์ต)

10.การใช้ด้ายสีเข้มจะช่วยทำให้ชิ้นงานดูโดดเด่น สวยงาม

11.ถ้าใช้แผ่นกาว (Fusible webbing) ต้องแน่ใจว่าลอกแบบกลับด้านแล้ว (Reverse) อันนี้สำคัญมากๆ โดยเฉพาะลายที่เป็นตัวอักษรหรือตัวเลข

ขอตบท้ายด้วยตัวอย่างงานที่ทดลองทำ ใช้วิธีตัดผ้าวางลงไปแล้วเย็บเลย เอาแบบบ้าน บ้าน ไม่ได้รีดกระดาษกาวก่อน ทิ้งริมผ้าไว้ให้ลุ่ย  เพื่อนบอกว่า ยังดูเรียบร้อยไปหน่อย

 
มีบางแบบใช้ลวดลายที่พิมพ์บนผ้าแล้วมาเย็บติด บางแบบก็เพิ่มลูกเล่นอื่นๆ เช่น ติดกระดุม ติดผ้าสักหลาดเพื่อเพิ่มมิติของชิ้นงาน

       

ขอให้มีความสุข ความเจริญ... ประเทศชาติเป็นของเราทุกคน ช่วยๆ กันดูแลหน่อยนะคะ

happy with machine applique'

edit @ 30 Aug 2011 12:09:59 by bear a wish

หลังลี้กาย. แต่ไม่ได้หลีกภัย จาก. Exteen.ก็มีเพื่อนกระซิบถามว่า เป็นอะไรไปรึเปล่า ...
อืม...ยังอ้วนท้วนสบายดี แต่มีงานใหม่ที่น่าท้าทายกว่าการเย็บผ้า ก็เลยหยุดชั่วคราว
แต่ตอนนี้เริ่มคิดได้ ....หาคนช่วยดีกว่า เพราะจะต้องทําแผนงานปีหน้าแล้วสิ
นี่ก็เข้าใกล้เดือนกันยายน จะหมดปีงบประมาณอยู่แล้ว งานเก่าก็ยังไม่คืบหน้า งานใหม่ก็มารอเทียบท่าอีก คิดแล้วชวนให้ปวดหัว
*******
เมื่อปลายเดือนกรกฎที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเข้าเวิร์คชอปกับคุณครูคูมิโกะ มินามิ ควิลท์เตอร์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งของญี่ปุ่น งานของคุณครูส่วนใหญ่เป็นงานแอพลิเค ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากชีวิตประจําวันของการเป็นแม่บ้าน อันนี้ฉันสรุปเอาจากผลงานและหนังสือที่นํามาแสดง เพราะลวดลายที่เห็นจะเป็นของใกล้ๆ ตัวเสียส่วนใหญ่ เช่น กระถางดอกไม้ ตะกร้า ถ้วยกาแฟ ดอกไม้ประจําเดือนเกิด ชิ้นงานใหญ่ๆที่นํามาโชว์ชวนให้นืกถึงนิทานก่อนนอน เทศกาลสําคัญๆ เช่น ฮาโลวีน คริสต์มาส. มีเด็กหญิงซูตัวน้อยด้วย น่ารักดี แล้วก้มีตุ๊กตาหมี อันนี้น่าจะทำให้ลูกเล่น  
โทนสีที่นิยมก็คือ taupe. เคยเขียนไปแล้ว ไม่ขออธิบาย คุณครูบอกว่าการเลือกสีเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สีทุกสีมีความหมาย ต้องค่อยเรียนรู้กันไป ในชุดคิทที่มาเวิร์คชอปคุณครูเลือกมาให้แล้ว
ลงรูปให้ดูกันเล่นๆ นะคะ
  
 ชิ้นงานเล็กๆ น้อยๆ กระเป๋าใบนี้ดูคุ้นตาไหมค่ะ ไม่รู้ไทยก็อปปี้ญี่ปุ่น หรือญี่ปุ่นก็อปปี้ไทย
 
งานชิ้นใหญ่ คุณครูควิลท์ได้ละเอียดมาก-มากที่สุด ...สุดยอดจริงๆ
อันนี้งานของฉันเอง ตั้งแต่วันที่ไปเวิร์คชอปจนถึงปัจจุบัน  ขออวดนิดหนึ่งนะคะ
ชิ้นหลัง นี่แค่เพิ่งเริ่มต้น ยังมีให้ทำต่ออีกเยอะเลย
 
 
อันนี้ชิ้นหน้า มอมแมมไปหน่อย
 
ขอบคุณที่แวะมาชมนะคะ ;)

edit @ 8 Aug 2011 15:11:39 by bear a wish

วันนี้มาบ่าย ไม่ใช่นอนตื่นสาย หรือเศร้าเสียใจเหมือนเหล่าบรรดาแม่ยกเบอร์ 10
 
รู้อยู่ว่าผลมันต้องเป็นอย่างนี้ ก็เฮียแกให้สัญญามาตั้งหลายปีแล้ว
 
แต่ไม่คิดว่า จะปล่อยให้เจ๊แกฝันค้างมาซะตั้งนาน
 
เพราะถ้าหมดรุ่นนี้ก็คงต้องเว้นวรรคไปรอหลานโตนั่นแหละ
 
มีคนบอกฉันว่า เธอนี่มันช่างเหน็บแนม ซะจริงๆ เลย
 
แล้วไปเสือ...รู้กับเขาได้ยังไง
 
...ทำไมเพิ่งมาบอก...
 
ก็แหม...บอกไปตั้งนานแล้ว ก็ไม่มีใครเชื่อ แถมถูกว่าเป็นเด็กเลี้ยงกะซะอีก
 
(คนที่บอกมาอีกทีมันมีฉายาว่า "เด็กเลี้ยงแกะ" เราก็เลยต้องเลี้ยงด้วย)
 
*
 
สองวันที่หยุดว่างๆ ก็เลยต้องหาอะไรทำอยู่บ้าน ไม่อย่างงั้นคงต้องถูกใครเขกกะบาล
 
*
 
 
ไปขุดคุ้ยชิ้นงานเก่าออกมา มีอยู่ 2 ชิ้นที่ทำค้างไว้เนิ่นนาน 1 ปีได้มั้ง
 
  • ชิ้นแรกเป็นการต่อผ้าแบบสี่ชิ้น หรือ four patch เป็นการทำงานแบบพื้นฐานที่สุด คือต่อผ้าเป็นเส้นตรง อันนี้ง่ายๆ
 
  • ชิ้นที่สองเป็น Crazy log cabin ได้แบบมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง แต่ก็เคยเห็นมีคนเอามาทำชุด kit ขายอยู่เหมือนกัน
                                 
มาว่าเรื่องชุด kit ที่ทำขายในบ้านเรา มีหลายยี่ห้อที่ทำเอาฉันตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะ...ได้ขนาดนี้ คิดว่าแค่เปลี่ยนสีใหม่แล้วก็ขายกันอย่างสบายใจ **แต่ถ้าซื้อลิขสิทธิ์แบบกันมาทำขาย อันนี้ก็ต้องขออภัยนะ
 
ฉันรู้สึกเศร้าใจจริงๆ จำได้ว่าคุณครูชิบาตะเคยพูดกับฉันว่า อยากให้คนที่มาเรียนหรืออ่านหนังสือของเธอได้มีความสุขกับการทำงาน และช่วยกันเผยแพร่งานแนวนี้ให้กว้างขวางขึ้นในประเทศไทย ตอนที่คุณครูพูดแบบนี้ ฉันว่าคงยังไม่เคยเห็นงานตัวเองถูกก๊อปปี้ขายแน่เลย
 
เฮ้อ...พูดไป...ทำยังกับว่าเธอไม่เคยทำ
ก็เคยทำ ก็รู้สึกสำนึกผิด แล้วก็เลิกแล้ว แถมเราก็อ่านภาษาญี่ป่นไม่ออกนี่นา...เลยไม่รู้ว่า ในหนังสือเขาระบุไว้ว่า ให้ทำเพื่อใช้เองหรือเพื่อความเพลิดเพลินส่วนตัวเท่านั้น
 
...แล้วเธอเสือ...รู้ได้ไง
อ้าว...ก็น้องสาวพี่สาวนิตติ้งแปลให้ฟังนะสิ
 
-จบ- เดี๋ยวเข้าตัวเอง
 
*
*
  
นั่งนึกอยู่ว่า ชิ้นงานที่ต่อได้แค่นี้จะทำอะไรได้บ้าง ก็เลยนึกถึงจุดมุ่งหมายแรกของการต่อผ้า ตอนนั้นอยากได้ผ้าต่อลายสกอตของเกาหลีที่เขาขายกัน แต่ไม่มีตังค์ซื้อ ก็เลยไปเก็บผ้าเก่าๆ มาทำให้ดูคล้ายๆ และก็อยากได้กระเป๋าใบใหญ่ๆ ไว้ใส่ของเยอะๆ 
 
ตอนนั้นเห็นเขาทำ โดยวางลายผ้าที่ต่อแล้วตามแนวทะแยง แล้วเย็บเป็นกระเป๋ารูปทรงสี่เหลี่ยมธรรมดาๆ นี่แหละ แต่เราต่อผ้าไปแล้ว มาจับคว่ำ จับทแยงแล้วมันต้องต่อผ้าอีก ก็เลยทำตามปกติแล้วกัน ต่อเป็นผืน 2 ผืน แล้วควิลท์ตามเส้นทแยงมุม ทิ้งไว้สัก 1 ปี
 
ขั้นต่อไปก็คือ หาแบบ ...แบบไหนดีล่ะ เพราะแบบที่เห็นเขาทำก็จำได้เลือนรางซะแล้ว
 
กระเป๋าที่ทำๆ กันก็มีหลายรูปแบบ แถมมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าอะไรบ้างหรอกนะ อันนี้สรุปจากความเข้าใจที่ได้เห็นจากหนังสือ เช่น
  • ประเภทมีพนังข้าง+ก้น, แบบมีก้นไม่มีพนัง (ใช้ตัวกระเป๋าเป็นพนัง)  หรือแบบที่ทบมุมก้นเป็นสามเหลี่ยม บางแบบไม่มีพนังไม่ก้น เอาตัวกระเป๋ามาม้วน แล้วก็เย็บข้าง แล้วก็พับมุมข้างเข้าหากัน ลักษณะจะอวบๆ หน่อย พวกนี้ถ้าใบใหญ่จะเรียกว่า Bag  แต่ถ้าเป็นใบเล็กๆ ก็จะเรียก pouch  
  • แบบทบผ้าที่ก้นแล้วเย็บข้าง หรือทบข้างแล้วเย็บก้น โอ๊ย.. ชักงง แบบที่เรียกว่า "ถุงผ้า"  (ลดโลกร้อน)หรือว่า tote ที่แปลว่า แบก หรือ หิ้ว **ถ้าผิดก็ต้องขออภัยนะ  
ฉันได้แบบมาจากกระเป๋าของชาวเขา ซึ่งเพื่อนส่งมาให้เมื่อนานมาแล้ว แต่ปรับก้นกระเป๋าเป็นรูปโค้ง เพราะได้ของเล่นใหม่มา คือ แบบกระดาษสำหรับโค้งก้นกระเป๋า ไม่ต้องใช้จาน ชามเหมือนที่เคยทำ จากนั้นก็ทำซับในกระเป๋า (ตัดผ้าใหญ่กว่าตัวกระเป๋าโดยรอบ 2 ซม.) ติดกระเป๋าเล็ก นำมาประกบกับตัวกระเป๋าแล้วเย็บไปตามรูปทรงที่วาดไว้ เก็บตะเข็บด้วยซับใน แล้วติดหูหนังที่แนวเย็บข้างกระเป๋า ปากกระเป๋าก็ม้วนเอาผ้าซับในที่เหลือไว้ออกมากุ๊น แต่ที่ปากกระเป๋าตรงรอยต่อข้างกระเป๋าจะไม่ค่อยสวยเท่าไร ใช้ผ้ากุ๊น หรือเย็บกลับแล้วเดินเส้นที่ปากกระเป๋าจะสวยกว่าเยอะ ติดซิปที่ด้านในปากกระเป๋า ไม่มีสาบติดซิป อันนี้เวลาใช้งานไม่ค่อยเวิร์คเท่าไร มีสาบดีกว่า 
  
 
  
 
 
ส่วนอีกใบ อันนี้ คุณแม่ขอร้อง (จริงๆ) อยากได้กระเป๋าใบเล็กกะทัดรัด สำหรับใส่กล้องถ่ายรูป ยา และกระเป๋าตังค์ไปเที่ยวสุดสัปดาห์ อุตส่าห์เชิญชวนให้เอาใบนั้น ใบนี้ไปใช้ ก็ไม่เอา บอกว่าอันนั้นใหญ่ไป อันนี้สายสั้นไป ก็เลยทำใหม่ โดยเอาชิ้นงานที่เคยทำไว้นานแล้วมาประกอบ โดยต่อริมสีชมพูเรียบๆออกไปทั้งสองด้าน เพื่อให้ได้ขนาดที่อยากได้ จากนั้นก็ทำพนังกระเป๋า โดยใช้ตัวกระเป๋าที่ทบขึ้นมาเป็นก้น ทำสาบซิปและติดซิปที่ปากกระเป๋า ตอนแรกจะปักหรือไม่ก็แอพลิเคลายที่ผ้าพื้นสีชมพู แต่ไม่เอาดีกว่า เพราะมือเจ็บจากการเย็บหูกระเป๋า แต่ก็ต้องเจ็บมืออีกหนติดหูกระเป๋า ซึ่งซื้อมา 1 คู่แต่แบ่งติดกระเป๋าสองใบ 
 
ลายสองด้านไม่เหมือนกัน  กระเป๋าทรงแบบนี้เคยฮิตเมื่อนานมาแล้ว จำได้ว่าพี่สาวเสียงใสเธอชอบใช้
แฮะ ๆ ยังมีผ้าที่ต่อไว้อีกชุด กำลังคิดอยู่ว่าจะทำอะไรดี  พอจบชุดนี้จะไปต่อคุณทวดเจนแล้วล่ะ เบื่อทำกระเป๋าแล้ว แถมถูกบ่นว่า มีมากไปแล้วนะตัวเอง
ขอให้มีความสุขกันถ้วนหน้า  
 
รัฐบาลใหม่มา เราคงต้องทำงานหนักกันอีก เพราะเขาจะอัดเงินเข้าระบบแบบเต็มพิกัด สำหรับผู้ประกอบการ ก็ถึงเวลากอบโกยแล้วล่ะ แต่สำหรับเราผู้มีรายได้ขั้นต่ำยังไม่ถึง 300 บาทก็คงต้องรัดเข็มขัดกันต่อไป เพื่อรอวันที่รายได้ขั้นต่ำ 1000 บาท ไม่รู้ตอนนั้นข้าวแกงที่เรากินกันมาจะจานเท่าไรเนอะ
 

edit @ 4 Jul 2011 16:39:47 by bear a wish