journey

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสไปเยี่ยมออฟฟิศแห่งหนึ่ง เป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์แถวๆ สุขุมวิท ได้พบกับโปรดิวเซอร์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโปรดักชั่นเฮ้าส์แห่งนี้ พี่เป็นคนที่มีแนวคิดการอนุรักษ์น่าทึ่งมาก เขาเป็นคนที่ทำให้ฉันนึกถึง No impact man ของอเมริกา

ที่น่าทึ่งคืออะไร .....

...อย่างแรก คือ สวนครัว ที่พี่เขาทำไว้ ตอนแรกฉันเห็นแค่กระถางสวนครัวบนชั้น 4 ไม่กี่กระถาง ก็ยังรู้สึก อืม... น่าสนใจ แต่พอพี่เขาชี้ลงมาที่พื้นที่ข้างๆ ออฟฟิศ ซึ่งเช่าไว้เป็นที่จอดรถ ทำเอาฉันอี้งมากกว่า ที่ริมรั้วจัดแบ่งพื้นที่เล็กๆ ปลูกพืชสวนครัวหลายอย่าง และมีแปลงผักไฮโดรโฟนิกอยู่ใกล้ๆ ด้วย พี่เขาบอกว่าปลูกเอาไว้ทำกับข้าวให้พนักงาน ในบางโอกาส  ฉันไม่ได้ลงไปสำรวจ เพราะวันที่ไปอากาศร้อนสุดๆ เลยไม่อยากเอาตัวออกห่างเครื่องปรับอากาศ จึงใช้มือถือชะโงกลงไปเก็บภาพมาแทน อาจจะไม่ชัดไปบ้าง เพราะติดตาข่ายกรองแสงของอาคาร

  

 

 

ความน่าทึ่งประการต่อมาคือ พี่เขายังทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อลดโลกร้อนในสำนักงานอีกด้วย เช่น ไม่เสิร์ฟน้ำ อยากกินไปรินเอาเอง พี่เขาบอกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าคนๆ นั้นจะกินน้ำมากน้อยแค่ไหน อยากกินเท่าไรรินเองจะดีกว่า แล้วยังมีนโยบายเพิ่มคือ น้ำที่เหลือจะมีถังให้เอาไปใส่ แล้วจะเอาถังนี้ไปรดน้ำต้นไม้ต่อไป...

เรื่องต่อมากระดาษเช็ดมือในห้องน้ำ พี่เขาบอกว่าเคยเห็นน้องๆ ดึงกระดาษไปใช้ทีแล้วน่าตกใจ เดือนๆ นึงจ่ายค่ากระดาษไปเยอะ ก็เลยพยายามลดลง เริ่มจากการติดกล่องกระดาษแบบมีคันโยก ใช้เท่าไรก็โยกคันบังคับเอา โยกไปเท่าที่ต้องการแล้วดึง อีกวิธีที่จะทำต่อไปก็คือ แขวนผ้าเช็ดมือไว้ พอใช้ก็ดึงมาเช็ด แล้วก็ใส่ตะกร้าไว้ แม่บ้านจะเป็นคนจัดการเอาไปซักตาก แล้วนำกลับมาใช้ใหม่

การออกแบบตัวอาคารและห้องทำงาน ก็พยายามให้มีแสงสว่างมากที่สุดเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวัน ฉันได้มีโอกาสเข้าไปในห้องสมุดของพี่เขา แสงสว่างใสไม่ต้องเปิดไฟเลย อ่านหนังสือสบายตามาก  

นอกจากนี้พี่เขาก็ยังมีโครงการอื่นๆ อีกที่อยากทำ เช่น หาวิธีจัดการกับเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องพริ้นต์ที่ต้องเสียบปลั๊กอยู่ตลอดเวลาทำงานว่าจะทำยังไงให้ประหยัดไฟฟ้าลงได้ แล้วก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่พี่เขายังเล่าได้ไม่หมด แต่เท่าที่ดูแล้ว น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการช่วยลดโลกร้อน ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

edit @ 11 May 2010 19:39:14 by bear a wish

 ...สำหรับฉัน สวนครัวชวนให้นึกถึงพื้นที่ว่างข้างครัว ที่แม่ใช้ปลูกพืชผักเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร เช่น ข่า ตะไคร้ พริก มะเขือหลายๆ ชนิด รวมไปถึงผลไม้หลายๆ อย่าง เช่น มะม่วง มะละกอ ที่เราเผลอทิ้งเมล็ดลงไป แล้วบังเอิญงอกเป็นต้นขึ้นมา แต่ที่ขาดไม่ได้คือ "กล้วย"  กับ "เตย" พืชสารพัดประโยชน์ประจำครัวไทย

...จำได้ว่าเวลามีเทศกาลสำคัญๆ โดยเฉพาะทำบุญออกพรรษา ต้องถูกเกณฑ์ให้ไปตัดใบเตยเพื่อห่อข้าวต้มลูกโยนกับข้าวต้มมัด หรืออย่างวันสงกรานต์ก็จะตัดใบตองไปรองกาละแม ที่ป้ารวมพลหลานๆ มากวน... พอลอยกระทงก็ตัดต้นกล้วยมาทำฐานกระทง ตัดใบตองมาพับเป็นกลีบกระทง... คิดแล้วรู้สึกบ่งบอกอายุตัวเองยังไงไม่รู้...ชีวิตเด็กบ้านสวนก็ยังงี้แหละ...

  

         ...เมื่อวันก่อนได้อ่านบทความเรื่องสวนครัว เขาพูดถึงวิวัฒนาการของสวนครัวไทยว่าน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยอ้างอิงข้อความจากศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหงที่พูดถึงการสร้างป่าไม้ผล (ป่าหมาก ป่าพร้าว) แต่ฉันว่าพระองค์คิดในเชิงอุตสาหกรรมมากกว่า เพราะพระองค์เป็นนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่ ต้องรับผิดชอบชีวิตราษฎรจำนวนมาก ฉะนั้น ป่าไม้ผลของพระองค์ไม่น่าจะเรียกว่า "สวนครัว" ได้เต็มปาก

            ...ในบทความบอกว่า สวนครัวเกิดขึ้นจากความพยายามเอาชีวิตรอดของมนุษย์ ก็เลยปลูกพืชผักไว้กินเอง ??? อ่านแล้วก็ให้สงสัยว่า อาชีพของคนสมัยก่อนมันมีให้เลือกมากเหมือนสมัยนี้เหรอ>> เท่าที่นึกออกก็ทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ จับปลา ล่าสัตว์ หาของป่า ทำได้ก็เอามาแลกกัน อืม... ก็คงถูกของเขา เพื่อความอยู่รอดจริงๆ

           ...แต่ฉันกลับคิดว่าที่สวนครัวเกิดขึ้นก็น่าจะเพื่อความสะดวกสบายมากกว่า มีไว้ใกล้มือ หยิบจับก็สะดวก ไม่ต้องวิ่งเข้าป่าไปหาของที่ต้องการ สวนครัว จึงน่าจะเปรียบได้กับซูเปอร์มาร์เก็ตในยุคปัจจุบัน

 

.....นอกจาก สวนครัว ในบ้านเราแล้ว ในต่างประเทศเขาก็มีสวนครัวเหมือนกัน สันนิษฐานเขาเองว่า น่าจะวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับการจัดสวนสวยๆ ที่เขาเรียกว่า ornamental garden เพราะก่อนที่เราจะรู้จักไม้ประดับได้มากเท่าปัจจุบันก็น่าจะรู้จักสวนครัว หรือไม้แดกก่อนเป็นอันดับแรก ก็กองทัพยังต้องเดินด้วยท้องเลย ...คาดว่าก็ต้องเอาพืชสวนครัวไปปลูกแทรกอยู่ในสวนบ้างล่ะ

         ....จากข้อมูลที่สืบค้นมาระบุว่า สวนครัวมีมานานมากๆ นับย้อนไปถึงยุคบาบิโลน (สวนลอยแห่งบาบิโลน)เปอร์เซีย อียิปต์ กรีก โรมัน อันนี้ไม่ได้ลำดับเวลา เพราะความรู้ไม่พอ ไล่ไปจนถึงยุคสำคัญต่างๆ ของยุโรป ฝรั่งเศส อังกฤษ เรื่อยไป...จนถึงยุคอาณานิคม และสงครามโลกครั้งที่ 2 

....โดยในสมัยอารยธรรมอียิปต์นั้นมีบทบาทมากในการส่งต่อสวนครัวมาจนถึงปัจจุบัน กล่าวกันว่า หลังจากยุคเปอร์เซีย คนก็เริ่มจะสร้างเมือง สร้างอาณาบริเวณของตัวเอง พวกยากจนก็ทำมาหากินด้วยการปลูกผักปลูกหญ้าเลี้ยงชีพกันไป ส่วนพวกมีอันจะกินก็เริ่มสร้างสวนในบ้าน ซึ่งนอกจากจะเน้นความสวยงามแล้ว การใช้ประโยชน์ก็เป็นสิ่งที่คนพวกนี้ให้ความสำคัญ

 ...ดังนั้นในสวนจึงมีทั้งไม้ดอกไม้ประดับที่ใช้สำหรับการบูชาเทพเจ้าในเทศกาลต่างๆ แล้วก็ยังปลูกพืชสวนครัวไว้ด้วย โดยเฉพาะในวัดหรือสำนักแห่งวิหาร (อันนี้ขอยืมคำมาจากหนังสือเล่มใหม่ของแดน บราวน์) สถานที่ศึกษาธรรม ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก คือละแล้วซึ่งทางโลกทั้งปวง... ก็ต้องดำรงอยู่ด้วยการปลูกพืชผักไว้กิน ปลูกสมุนไพรไว้รักษาโรค และอาจเผื่อแผ่ไปยังชุมขนใกล้เคียงเมื่อจำเป็น

...มาในยุคกรีกก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสวนครัวนัก เพราะยุคนี้รุ่งเรืองไปด้วยนักคิดอย่าง โสกราตีส เพลโต อริสโตเติล ซึ่งวันๆ ก็ใส่ใจแต่การจะทำประโยชน์ให้กับชาวโลก สวนในยุคนี้ก็เลยมีลักษณะแบบสวนสาธารณะ เน้นสร้างความสุนทรีย์ให้ชาวเมือง

...ในยุคโรมัน อันนี้ก็มุ่งแต่ทำสงครามเผยแพร่อารยธรรม (อันป่าเถื่อน)ของตัวเองไปทั่วโลก ไม่ได้สนใจกับความสวยงาม ความงามเท่าไรนัก แต่สวนครัวก็ไม่ได้สูญหายไปไหน ยังมีอยู่อย่างมากมายในวัดหรือสำนักแห่งวิหาร และดำรงคงชีพต่อเรื่อยมา จนกระทั่งในฝรั่งเศสมีการบัญญัติคำมาใช้เรียก สวนครัว ว่า Potagar แปลว่า สวนที่ปลูกพืชที่กินได้ชนิดต่างๆ สมุนไพร และดอกไม้ ซึ่งเน้นการใช้สอยมากกว่าสีสันหรือรูปทรงของต้นไม้

 

...นอกจากนี้ก็มีคำต่างๆ มาชวนให้ปวดหัวเล่น เช่น vegetable garden... Herb garden และอีกหลายคำ แต่เมื่อแปลเป็นไทย เราจะเรียกความหมายเดียวคือ "สวนครัว"  เพราะผักก็เป็นอาหาร สมุนไพรก็เป็นอาหาร จะแปรรูปได้ก็ต้องเข้าครัว

...พอค้นไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าแค่ "สวนครัว" นี่ มันมีเรื่องราวชวนติดตามไม่น้อยทีเดียว จากฝรั่งเศสก็ข้ามมาที่เมืองผู้ดี "อังกฤษ" อันนี้ก็ไม่น้อยหน้าใคร ขอสร้างประวัติศาสตร์สวนครัวอันลือลั่นกับเขาด้วย จำได้เลาๆ อันนี้ไม่คอนเฟิร์ม ว่าในสมัยควีนวิคตรอเรียที่ 1 นั้นมีการทำสวนครัวในรูปแบบ Knot garden จากนั้นก็พัฒนาไปสู่สวนแบบอังกฤษ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ สมุนไพรปนๆ กันแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่จริงๆ เขาตั้งใจอย่างแรง เพราะจะต้องเลือกต้นไม้ที่ปลูกร่วมกันได้  สีสัน รูปทรงก็ต้องดูดี แถมมีประโยชน์ บ้านเราเมื่อ 2-3 ปีก่อนก็นิยมสวนแบบนี้กัน ถึงขนาดมีการพิมพ์หนังสือสวนอังกฤษ ที่เขียนโดยอำนาจ คีตพรรณา นักจัดสวนมีชื่อของไทย

       ...พัฒนาการสวนครัวยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และทั่วไปในยุโรป แม้บางยุคจะดูเงียบงันไปบ้าง เรียกว่ามีจุดเฟื่องฟูก็มีจุดเสื่อม มรดกสวนครัวจากยุโรปก็ได้ผ่านไปสู่โลกใหม่ของโคลัมบัส และเริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคชาวไร่ ปลูกพืชเพื่อการค้า จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สอง สวนครัวแทบจะหายไปจากสารบบสากล เพราะทั้งโลกต่างหันมาผลิตอาหารในแบบอุตสาหกรรม เป็นอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ วิถีชีวิตคนเริ่มเปลี่ยนไป จากเคยปลูกไว้กินเอง ก็เปลี่ยนมาซื้อหาจากตลาดและซูปเปอร์มาร์เก็ตในที่สุด ...สวนครัวที่เคยรุ่งเรืองก็กลายมาเป็นสวนข้างบ้าน หลังบ้าน หรือสวนกระถางบนระเบียงคอนโดฯ ให้เราได้เก็บกินเล็กๆ น้อยๆ หรือเอาไว้ดูเล่น

        ....ดังนั้นแทนที่จะทำสวนสวยไว้ดูเล่น ก็ลองมาทำสวนกินได้ อย่าง สวนครัว ดูบ้าง ก็น่าจะดี แต่ขอแนะนำว่า คุณควรเป็นคนที่ชอบทำอาหาร เพราะจะได้ไม่เสียของ  และต้องมีใจให้ต้นไม้ด้วย เพราะพืชสวนครัวเป็นพวกชอบการดูแล ชอบถูกกระทำ ถ้าหมั่นเด็ดใบ ตัดยอด มันจะชอบ ออกดอก ออกใบ ไม่ใช่ปล่อยทิ้งให้อยู่ตามยถากรรม เป็นอาหารนก อาหารแมลงไปวันๆ แล้วเราก็จะรู้สึกเซ็งๆ ไม่รู้จะมีสวนครัวไว้ทำไม สร้างภาระให้ตัวเองและคนข้างๆ

           ว่างๆ ลองหาพืชสวนครัวมาปลูกลงกระถางหรือภาชนะต่างๆ ใช้ความรู้ทางองค์ประกอบศิลป์นิดๆ หน่อยๆ จัดวางให้ดูน่าสนใจ หรือวางประดับแทนดอกไม้ในแจกัน หรือจะเสิร์ฟทั้งกระถางบนโต๊ะอาหาร ให้เด็ดกินกันสดๆ ก็เก๋ดี แต่ขอบอกว่าต้องสะอาด ปลอดสารเคมีจริงๆ  

เรียนรู้จิต รักษาใจ

posted on 15 Dec 2009 11:08 by sewingmania in journey

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเยี่ยมท่านภิกษุณี "ธรรมวิชชานี" ที่ อ.บ้านไร่ จ. อุทัยธานี 

ครั้งแรกคิดว่าแค่ไปเยี่ยม แต่เมื่อไปถึงก็เลยขออยู่ปฏิบัติธรรมต่อ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อใช้เป็นแผนที่นำทางชีวิตต่อไป ตามคำของท่าน

 

ในประเทศไทยเรานี้ ไม่มีภิกษุณีมานานแล้ว แต่ไม่ใช่ไม่เคยมี เท่าที่พอจำได้เลาๆ จากการอ่านหนังสือและเครือข่ายใยแมงมุม บอกว่า ไทยเราเคยมีในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ แต่ต่อมาก็เลิิกไป เรื่องราวของการรื้อฟื้นและเลิกไปนั้น น่าสนใจมาก ในรุ่นนี้ที่มีชื่อเป็นที่รู้จัก (ได้ยินบ่อยๆ) คือ สามเณรี อ.ฉัตต์สุมาลย์ กบิลสิงห์ ซึ่งต่อมาบวชเป็นภิกษุณีชื่อ "ธัมมนันทา" วัดทรงธรรมกัลยาณี จ.นครปฐม นอกจากนี้ก็มีท่านอื่นๆ เช่น ท่านนันทาญาณี ที่เชียงใหม่

 

ขอกล่าวถึงท่านภิกษุณีที่ฉันรู้จัก ท่านบวชมาจากศรีลังกา ฉันรู้จักท่านเมื่อครั้งไปวัดธรรมาราม จ.อยุธยา ตอนนั้นท่านยังเป็นสามเณรี  ท่านมาขอความช่วยเหลือจากท่านเจ้าอาวาสวัดธรรมาราม เพื่อขอทอดผ้าป่าหาเงินไปซื้อที่ดินให้กับวัดที่ศรีลังกาที่ท่านไปบวช เพื่อให้มีสถานที่กว้างขวางพอให้ผู้ที่สนใจในธรรมได้มีพื้นที่ศึกษาต่อไป

 

ท่านเล่าว่าต้องปฏิบัติธรรมในฐานะสามเณรีก่อน ประมาณ 2 ปี จึงจะบวชเป็นภิกษุณีได้ ซึ่งต่อมาท่านก็ได้บวช และกลับมาจำพรรษาที่เมืองไทย และตั้งสำนักธรรมวิชชาราม ที่ จ.อุทัยธานี

 

พวกเราออกเดินทางกันในเช้าวันเสาร์์ หลงทางกันบ้างตามประสา  ไปที่ไหนไม่หลงทางก็ไม่ใช่พวกเรา

 

สำนักธรรมล้อมรอบด้วยไร่อ้อย เพราะเป็นสถานที่ที่คุณแม่ของภิกษุณีถวายให้ และซื้อเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง ท่านเริ่มปลูกสร้างที่พัก โบสถ์ และศาลาอย่างเรียบง่ายด้วยไม่้เก่าของญาติที่ถวายมา พอพวกเราเห็นรูปที่ท่านส่งมาให้ดูก็เลยรู้สึกชอบ เพราะอาคารของท่านดูเรียบง่าย แต่ไม่ธรรมดา เพราะท่านเคยมีอาชีพเป็นสถาปนิกมาก่อน

 

เราปฏิบัติธรรมกันแบบง่ายๆ ไม่ต้องใส่ชุดขาว เพราะการปฏิบัติฉันว่าอยู่ที่ใจมากกว่า หลังจากเล่าสิ่งต่างๆ ของตัวเราให้ท่านฟัง ท่านก็สอนเรื่อง มหาสติปัฏฐาน 4 แล้วเริ่มด้วยการเดินจงกรม เพื่อดูความคิดของตัวเอง ตอนค่ำก็ทำวัตรเย็น แล้วนั่งสมาธิเพื่อดูเวทนา หรือเวทนานุปัสสนา จากนั้นก็สนทนาธรรมกัน แล้วก็เข้านอน ตอนเช้าก็ปฏิบัติตามแต่จริต พี่ปลาแป้นกับมาโนชขอไปเดินจงกรม ส่วนฉันกับเอ๋ขอมานั่งสมาธิแทน

สายๆ ก็ช่วยรดน้ำต้นไม้ ฟังธรรมเรื่อง "จิต" ท่านบอกว่าจิตของคนเรานั้นซับซ้อนมาก การปฏิบัติของแต่ละคนจึงต้องแตกต่างกัน แต่สำคัญแล้วก็คือการรู้ตัว และไตรลักษณ์ ซึ่งก็คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  โดยให้เราเป็นผู้ดูว่าจิตของเราคิดอะไรอยู่ ตามดูไปเรื่อยๆ เหมือนเราดูหนัง แต่เราจะเลือกดูเฉพาะจิตที่คิดชอบไม่ได้ ต้องดูให้รู้ทั้งจิตที่คิดชอบและคิดไม่ชอบ เราจะรู้ว่าพอเราคิดเรื่องนี้เสร็จ ก็มีเรื่องใหม่เกิดขึ้นมาอย่างไม่จบสิ้น วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป เมื่อดูไปเรื่อยๆ ใจก็จะเริ่มเป็นกลาง และก็จะเบื่อหน่าย คลายกำหนัดไปเอง 

อันนี้เอาคร่าวๆ ก่อน เพราะเพิ่งเริ่มอาจจะยังไม่เข้าใจเท่าไร แต่เท่าที่ทำดูก็รู้สึกเหมือนท่านบอก จิตเรานี่มันว้าวุ่นจริงๆ ขณะเขียนอยู่นี่ มันก็ชวนให้วอกแวก คิดเรื่องอื่นๆ ไปตั้งเยอะ จนไม่อยากจะจำว่า วอกแวกไปที่เรื่องไหนบ้าง แต่ก็รู้ตัวว่า จิตมันพาเราออกนอกทางไปหลายหนแล้ว

ลงรูปให้ดูค่ะ ตอนนี้ยังไม่ร่มเย็นเท่าไร เพราะเพิ่งเริ่มต้น แต่อยากให้ทุกคนที่สนใจลองไปเยี่ยมท่าน และศึกษาธรรมจากท่านดูบ้างค่ะ

กุฎีของท่าน 

 

กุฎีสำหรับผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติ หลังนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง รถที่เห็นเป็นของช่างที่เข้ามาจัดการ

  

โบสถ์กลางบ่อน้ำ และกฎีอีกหลัง  

 

สองรูปนี้เป็นศาลาสำหรับแสดงธรรม และปฏิบัติกิจต่างๆ ตอนนี้มีช่างเข้ามาปรับปรุงห้องน้ำ ทั้งจะต้องเอาผ้าใบกันสาดลง เพราะชาวไร่เขาเผาต้นอ้อย ทำให้มีฝุ่นมาก

 

 ไม่ได้ขออนุญาตถ่ายรูปท่านมาลงเลย หากสนใจแวะชมที่ http://www.buddhistnun.net/

 

 

 

  

edit @ 16 Dec 2009 11:10:30 by bear a wish